เกริ่นนำ
 
 
เนื่องด้วยจู่ๆก็โดนบุคคลท่านหนึ่ง(ชื่อว่า อาจารย์คิมรันโด ผู้เขียน "เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด"
แปลโดย วิทิยา จันทร์พันธ์)แนะนำว่าควรจะเขียนอะไรเสียบ้าง
 
ซึ่งอะไรเสียบ้างของท่านผู้นั้นคือ บทความ แต่เมื่อไปอ่านความหมายและนิยามของบทความแล้วพบว่า...
 
เรานั้นหัวกลวงเกินกว่าที่จะเขียนอะไรแบบนั้น จึงคงเริ่มด้วยการเขียนอะไรก็ได้ไปก่อนโดยขาดการหาข้อมูลมาประกอบ เพราะเมื่อนึกขึ้นว่าอยากจะเขียน ก็มานั่งพิมพ์อยู่นี่ล่ะ(แต่คาดว่าจะพัฒนาขึ้นและหาข้อมูลมากขึ้นในหัวข้อต่อๆไป) จึงเกิดเป็น  "พูดคนเดียว" ขึ้นมาเพราะ...
 
เพราะก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาอ่านไหม และเรื่องที่เขียนก็มิได้มีสาระอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดส่วนตัว อ่อนด้อยข้อเท็จจริง หากมีผู้ใดหลงมาอ่านก็แนะนำให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย หรือจะไม่ใช้ก็ได้ เพราะคงไม่ได้เขียนอะไรท้าทายความเชื่อและสติปัญญาเท่าใดนัก....แน่เลย
 
-----------------------------------
 
 
หัวข้อในวันนี้.......นิทานปรัมปรา ไปเรื่อยๆ
 
แน่นอนว่าเป็นเรื่องนิทาน แต่ที่เติมไปเรื่อยๆลงไปคือเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับนิทาน แต่ที่แน่ๆคงเป็นไม่กี่อย่างที่มีข้อมูลจางๆลอยอยู่ในหัวเราพอที่จะเขียนอะไรซักอย่างออกมาได้ 
 
 
 
นิทานเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่กับเผ่าพันธุ์ของเรามาตั้งแต่เริ่มพูดกันได้จนถึงทุกวันนี้ มันเป็นสิ่งที่พวกเราหลงใหลมาตลอด น่าจะพอๆกับดนตรีนั่นแหละ คงเพราะเรื่องเล่านั้นมีเสน่ห์ ประสบการณ์ของพวกเรามีจำกัด การรับรู้เรื่องราวน่าทึ่งและปล่อยจินตนาการทำงานไปกับมันเป็นประสบการณ์ทดแทนที่น่าสนใจ
 
นิทานนั้นมีหลายแบบหลายประเภทแต่วัตถุประสงค์ของเรื่องส่วนใหญ่ก็มักเพื่อสั่งสอนเตือนใจ ดังนั้นด้วยลักษณะแบบนี้นิทานจึงโผล่เข้ามาในชีวิตพวกเราตั้งแต่วัยเด็ก
 
ด้วยเรื่องที่สั้น น่าตื่นเต้น เข้าใจง่าย และวัยเด็กเป็นวัยที่ปลูกฝังอะไรได้ง่าย นิทานจึงเป็นเครื่องมือช่วยในการคุมประพฤติเด็กๆที่เป็นที่นิยมกันมาตลอด มันเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนหลงใหลในวัยเด็ก
 
และเพราะมันเข้ามาในช่วงวัยนี้ มันจึงถูกพวกเราทุกคนจัดโหมดอยู่ในโหมด เรื่องของเด็กๆ  การ์ตูน ของเล่น การละเล่น เรื่องซนๆ ความคิดไร้เดียงสา จินตนาการหลุดโลก เรื่องลึกลับสุดกู่และ..นิทาน เมื่อเราโตขึ้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญในแง่มุม สดใส สวยงาม ไร้เดียงสา  
 
หากมีผู้ใหญ่คนไหน สนใจจะทำบางสิ่งเกี่ยวกับนิทาน หรือสิ่งอื่นๆที่ถูกจัดว่าอยู่ในโหมด เรื่องของเด็กๆ พวกเค้าจะมองว่ามันต้องออกมาในรูปแบบเด็กๆ ทำเพื่อเด็ก นำเสนอเพื่อเด็ก มุมมอง(ที่เดากันเอง)แบบเด็กๆ โดยไม่ได้สนใจที่จะมองมันในมุมของผู้ใหญ่ หรือคิดหาประโยชน์บางอย่างนอกเหนือจากนั้น 
 
หรือหากมีใครที่ทำต่างออกไปเช่นนั้นก็จะถูกมองว่าไม่เหมาะสม ด้วยเพราะเอาเด็กเป็นที่ตั้ง เช่นการทำการ์ตูนที่มีความรุนแรง ก็จะถูกท้วงติงว่าไม่สมควรเพราะมันไม่เหมาะกับเด็กถึงแม้ในบางกรณีผู้ผลิตจะบอกไปแล้วว่าไม่ได้ทำให้เด็กเสียหน่อย
 
พวกเราปล่อยให้นิทานกลายเป็นแค่เรื่องเล่าสนุกสนานในวัยเด็ก ปล่อยมันไปให้เป็นแค่ความทรงจำ และ ถ่ายทอดอีกครั้งให้เด็กรุ่นต่อไป (ไม่มีใครคิดจะถ่ายทอดให้คนรุ่นเดียวกันหรือแก่กว่ารับรู้ถึงแม้คนๆนั้นจะมาจากวัฒนธรรมอื่นที่ไม่เคยรู้เรื่องราวเรื่องเดียวกับคุณมาก่อนเลย!) พ่วงคติสอนใจเล็กๆน้อยแล้วหวังเอาเองว่าเด็กๆจะทำตามเพื่อพวกเค้าบางคนจะได้รู้สึกดีกับตัวเองว่าได้ทำหน้าที่ผู้ใหญ่ที่ดีแล้ว
 
ถ้าเช่นนั้น นิทานมันมีค่าในเชิงไหนได้อีกเล่า 
 
พวกเราลืมไปหรือเปล่าว่านิทานแต่ละเรื่องที่เล่ากันอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งอนิเมชั่น หนังสือ หนังสือภาพ ฯลฯ ที่แพร่หลายไปทั้ว ทั้งเรื่องของไทยเองและเรื่องระดับโลก มันมีมานานกี่ร้อยกี่พันปีแล้ว ตอบได้ไหมว่าต้นเรื่องของหนูน้อยหมวกแดงมาจากไหน? ใครแต่ง? หรืออย่างเช่นปลาบู่ทอง เล่ากันมาตั้งแต่สมัยไหน?ใครแต่ง? แล้วรู้สึกไหมว่าทำไมเนื้อเรื่องมันเหมือนซินเดอเรล่า(จริงอยู่ว่ารูปแบบที่พวกเรารู้กันทุกวันนี้ถูกเขียนโดย  ชาร์ลส แปร์โรลต์ แต่ก่อนหน้านั้นก็ปรากฎเรื่องเล่าในพล๊อตนี้มานานแล้วก่อนที่ ชาร์ล แปร์โรล จะนำมาดัดแปลงอีกที) ทั้งๆที่แถบยุโรปกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อยู่ห่างกันตั้งใกล้ไม่ต้องนับว่าเป็นสมัยขี่ช้่างขี่ม้ากันด้วยแล้ว ต้องใช้ระยะเวลานานแค่ไหนกว่าเนื้อเรื่องเดิมๆนี้จะถูกส่งต่อมายังประเทศที่อยู่ห่างไกล แล้วทำไมผู้คนที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นจึงยินดีที่จะส่งต่อมันไปเรือยๆ
 
มันน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หากลองพิจารณาแค่ในกรณีของซินเดอเรล่าเท่านั้น ต้นเรื่องเก่าที่สุดเท่าที่มีการยืนยันนั้นเริ่มมาจากอียิปต์ 100 ปีก่อนคริสตกาล เนื้อเรื่องเป็นอย่างที่พอจะเดาได้ มันแพร่ไปยังส่วนต่างๆของโลกจนมาถึงประเทศไทยนี้ด้วย แน่นอนว่าข้อมูลในด้านนี้บางคนคงรู้กันอยู่แล้ว แต่เมื่อลองคิดกันให้ดีๆ ระยะเวลาสองพันปียาวนานถึงเพียงนั้น มันยังมาถึงพวกเรากันได้ แถมยังเป็นนิทานในดวงใจตลอดกาลของหลายๆคนอีกต่างหาก
 
ถ้าหากสามารถให้ค่าของนิทานเรื่องหนึ่งด้วยอายุของมันได้เช่นเดียวกับของเก่าของนักสะสม นิทานก็มีมูลค่ามากโขทีเดียว 
 
แล้วทำไมมันถึงมาได้ขนาดนี้
 
ตามปกติเรามักส่งทอดสิ่งที่มีผลกระทบต่อจิตใจเราไปสู่ผู้อื่นเสมอ เช่นเมื่อเราได้ยินเรื่องเล่าฉาวโฉ่ ตลกขบขัน ประทับใจ เราก็มักจะเล่าต่อๆกันไป มันเป็นด้วยความชอบ จริงอยู่ในบางกรณีอาจเป็นเรื่องเลวร้ายที่ส่งทอดให้กันเรามิได้ชื่นชอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องเหล่านั้น แต่การได้ส่งต่ออารมณ์ความเกลียด ความเศร้าที่มีต่อเรื่องราวนั้นๆไปให้ผู้อื่นเป็นสิ่งที่เราพึงใจจะกระทำ เรียกง่ายๆว่าถ้าเราเศร้าเราก็อยากเห็นคนอื่นเศร้าไปกับเรา อาจฟังดูโหดร้ายแต่แท้จริงแล้วเราก็แค่อยากให้คนอื่นเห็นด้วยกับเรา เราต้องการให้ผู้อื่นเชื่อเหมือนเราเชื่อ รู้สึกเหมือนที่เรารู้สึกในเรื่องเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นพวกเดียวกัน รสนิยมเดียวกันหรือความเข้าใจกันและกันในความเป็มนุษย์  มันทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
 
ดังนั้น จึงมีการส่งทอดเรื่องราวกันตลอดเวลา บางเรื่องตกหล่นไปตามกาลเวลาบางเรื่องผ่านการคัดเลือกให้หลงเหลือ จากที่กล่าวมานี้จะสันนิฐานได้ไหมว่า นิทานยอดฮิตที่หลงเหลืออยู่ในสังคมนับเป็นตัวแทนรสนิยมของคนส่วนใหญ่ได้ ด้วยมันผ่านการทดสอบทางระยะทางและกาลเวลาที่ล่วงมาได้ มันยังคงอยู่และยังคงเป็นที่น่าหลงไหล มันสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์บอกได้ถึงตัวตนของพวกเราไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนรสนิยมและธรรมชาติบางอย่างยังประทับแน่นอยู่ในตัวตนพวกเราทุกคน 
 
นิทานพื้นบ้านอาจถือเป็นเครื่องมือทางจิตวิเคราะห์ได้เลยทีเดียว ด้วยเพราะได้รับการยืนยันจากคนมาหลายชั่วอายุว่ามันตรงจริตพวกเราทั้งหลาย การจะวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์โดยอิงจากเรื่องราวของนิทานก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ พฤติกรรมของตัวละครนั้นชัดเจนด้วยเรื่องถูกสร้างมาเพื่อสอนใจอยู่แล้ว สะท้อนความคิดความเชื่อพื้นฐานแบบทั่วๆไปของคนอย่างเราๆ เช่นความไม่น่าไว้วางใจของคนแปลกหน้า ในหนูน้อยหมวกแดง  ความต้องการจะลักหลับสาวงามอย่างเจ้าหญิงนืทรา เป็นต้น
 
จริงอยู่ที่มีข้อน่าแย้งตรงที่ว่า ศาสตร์ด้านจิตวิทยานั้นพัฒนามาไกลจนพฤติกรรมพื้นๆของตัวละครหรือกลวิธีการดำเนินเรื่อง ไม่ได้สะท้อนอะไรออกมาใหม่ให้เป็นการค้นพบแก่วงการ ด้วยทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ใครๆก็ตระหนักรู้กันได้อยู่แล้ว แต่ความเรียบง่ายของมันนั้นก็ช่วยตอกย้ำในบางสิ่งที่เรารู้แต่กลับหลงลืมไปแล้วได้ตรงประเด็นและชัดแจ้ง 
 
นอกจากนั้นดังที่กล่าวโดยภาพรวม รสนิยมของมนุษย์ส่วนใหญ่คัดเลือกให้บางเรื่องราวอยู่ต่อเพื่อสะท้อนตัวตนของพวกเรา แต่เมื่อพิจารณากันอีกที ก็เป็นที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์เพราะเมื่อย่อยลงไปความหลากหลายก็เพิ่มขึ้นความเป็นเอกภาพที่กล่าวอ้างในขั้นต้นก็จะน้อยลง เราจะได้เห็นวัฒนธรรมที่ต่าง ความเชื่อที่ต่าง และประวัติศาสตร์ที่ต่างสิ่งเหล่านี้ที่สะท้อนออกมาก็นำพาไปสู่คำถามที่ว่า...
 
มีแต่บันทึกเชิงวิชาการที่ดูน่าเชื่อถือแค่นั้นหรือที่บอกเราได้ถึงอดีตที่ผ่านมา มันสามารถบอกได้ถึงแง่มุมความคิดของคนในสมัยนั้นได้ครบถ้วนจริงหรือ แน่นอนว่าข้อมูลเชิงวิชาการนั้นสำคัญมากเพราะถูกทำให้เชื่อหรือยืนยันได้จนควรเชื่อว่ามันมีส่วนผสมของความจริงอยู่สูง หากแต่ในบันทึกโบราณหลายเล่มนั้นไม่สามารถตอบคำถามพื้นๆได้ เช่น แง่มุมความคิดบางอย่างของคนในสมัยนั้นหรือรูปแบบชีวิตประจำวัน ด้วยเพราะผู้เขียนมักจดบันทึกเฉพาะสิ่งที่คิดว่าสำคัญหรือสิ่งที่อยากให้คนรุ่นหลังได้รับรู้เท่านั้น  ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะแม่นยำเสมอไป
 
นิทานที่มีความเป็นศิลปะมากกว่าและไม่เลือกข้าง จึงสามารถสะท้อนตัวตนของแหล่งกำเนิดได้มากกว่า แม้จะขาดความน่าเชื่อถือในข้อมูลดิบด้วยเพราะนิทานมักถูกแต่งเติมในส่วนของรายละเอียดและมีความเหนือจริงอยู่สูง แต่หลายสิ่งที่เป็นเค้าโครงเดิมมักยังคงอยู่ ความเชื่อ รูปแบบชีวิต ค่านิยม และตรรกะเหตุผลของคนสมัยนั้นสะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจน เช่น การฆ่าแม่มดในเฮเซลและเกรเทลทำได้อย่างไม่มีข้อกังขา เพราะโทษของตัวร้ายต้องตายสถานเดียวและเด็กที่กลายเป็นฆาตกรก็จะไม่ถูกติติงในด้านนี้ (ซึ่งหากเป็นสมัยนี้ก็ต้องถกกันอีกยาวถึงความเหมาะสม แถมฮอลลี่วูดยังตีความเพิ่มให้เฮลเซลกับเกรเทลโตมาเป็นพวกโรคจิตเสพติดการฆ่าอีกต่างหาก) ด้วยเพราะในยุคสมัยนั้น เด็กนั้นถูกมองว่าเป็นแค่ "ผู้ใหญ่ตัวเล็ก" คือสามารถรับรู้หรือสร้างความต่ำทรามใดๆก็ได้ ไม่ได้ใสสะอาดเป็นผ้าขาวอย่างค่านิยมสมัยนี้ 
 
 ในหลายเรื่องที่ถูกรวบรวมไว้โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ก็ก็มีความโหดเหี้ยมเป็นส่วนประกอบไม่ต่างกัน ถึงแม้จะผ่านการดัดแปลงมาแล้วหลายรอบด้วยเพราะโหดเกินไปสำหรับยุคสมัยของทั้งคู่(แต่เมื่อมาถึงค่านิยมสมัยนี้เวอร์ชั่นที่ถูกดัดแปลงนี่ก็ยังโหดเกินไปสำหรับเด็กอยู่ดี) ยิ่งให้น้ำหนักเกี่ยวกับมุมมองที่คนสมัยก่อนมีต่อเด็กซึ่งต่างกันสิ้นเชิงกับสมัยนี้หนักแน่นขึ้น เรื่องราวของพวกเค้าจะไม่ถูกมองว่า "เป็นเรื่องของเด็กๆ" พวกเค้าจะไม่ถูกปิดหูปิดตาในเรื่องต่ำช้าทั้งหลาย พวกเค้าจะรับรู้และเรียนรู้ได้ชัดแจ้งกว่าเด็กในสมัยนี้ เป็นต้น
 
 
ดังนั้น หากวิเคราะห์และเทียบเคียงกับข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เราก็จะได้พบข้อสันนิฐานต่างๆมากมายที่น่าเชื่อถือและท้าทายความเชื่อเดิมๆ หากแม้นเพียงแต่เราจะใส่ใจและเห็นค่านิทานมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะถึงแม้มันอาจดูมีเรื่องราวไร้สาระเลื่อนลอย แต่ก็ปฏืเสธไม่ได้ว่ามันคือข้อมูลที่หลงเหลือมาจากยุคก่อนไม่ต่างจากพงศาวดาร ถึงแม้มันจะถูกเติมแต่งแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าพงศาวดารก็ถูกเติมแต่งได้เหมือนกัน 
 
นิทานเก่าแก่นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นองค์ความรู้แบบนึ่ง ซึ่งเทียบถือได้ว่าเป็นตัวแทนจริตของมนุษย์เพื่อมองย้อนกลับมาสู่บางสิ่งที่ตกตะกอนอยู่ในตัวของเราและเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์เสริมสำหรับตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ในมุมมองที่ต่างออกไปหรือในบางกรณีก็ช่วยยึนยันข้อสันนิฐานเดิมให้หนักแน่นยิ่่งขึ้น คุณค่าอาจไม่ถึงขั้นมากมายมหาศาลแต่จะมองข้ามก็ไม่ควร
 
การใช้ทัศนคติสมัยใหม่มาตัดสินแล้วให้ค่าสิ่งที่อยู่มานานเกินหลายชั่วอายุคน อาจเป็นการกระทำที่กระด้างและถือดีเกินไป เพราะนิทานไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กๆที่ถูกจัดหมวดให้มองข้าม ด้วยเมื่อกลับมาพิจารณาให้ดีๆแม้ที่เห็นเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยแต่เราก็จะรู้ได้ว่าเราอาจพลาดอะไรที่ใหญ่หลวงกว่าที่คิดไปมาก
 
ข้อมูลประวัติซินเดอเรลล่าเผื่อใครสนใจก็อ่านกันได้นะคะ
 
------------------------------
 
เหนื่อยจัง คราวหน้าจะเขียนให้ดีกว่านี้และหาข้อมูลให้มากกว่านี้นะ อืม อ่อ หนังสือ!
 
1.เผื่อใครอยากอ่านงานของพี่น้องกริมม์แบบแปลไทยให้ตามหางานแปลของอาษา ขอจิตต์เมตต์ นะคะไม่รู้ว่ายังหาได้อีกรึเปล่า เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของพวกกริมม์ที่ตีพิมพ์คะ จะหาเก่ากว่านั้นก็คงไม่ใช่ภาษาไทย หากใครแน่นอังกฤษ/เยอรมัน ก็ตามล่าเอาได้ในอเมซอนคะ
 
2.
 
 
เล่มนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นของบทความโดยตรงคะ แต่น่าสนใจและสนุกมากเป็นเรื่องสืบสวนเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่ฆาตกรได้แรงบันดาลใจมาจากนิทานของพี่น้องกริมม์คะ ถ้าอ่านจะได้พบว่า เรื่องการตีความนิทานมีกันแล้วในบ้านอื่นเมืองอื่นนะคะ น่าสนใจมาก (อยากให้ในเมืองไทยมีทำมั่ง ไม่ก็อย่างน้อยเอาของชาติอื่นมาแปลให้อ่านก็ดี อยากอ่าน)
 
3.
 เล่มนี้ไม่เคยอ่านเพราะอ่านไม่ออกแต่อยากอ่านมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกT T หาได้ในคิโนะนะคะ เป็นการตีความนิทานคะ คือที่เมื่องนอกนี้เค้าทำกันจริงจังใหญ่โตคะไอ้เรื่องการวิเคราะห์นิทานเนี่ย ถ้าใครแน่นภาษาและสนใจ ลองตามล่าได้ใน อเมซอนนะคะ เพียบบบบบบ 
 
4.
 
 
 
เล่มสุดท้าย ถือเป็นเครดิตไอเดียได้เลย เพราะได้ไอเดียบทความมาจากเล่มนี้คะ ว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติเราเกี่ยวกับบ้านเมืองเก่าๆโดยมีการอิงข้อมูลบางส่วนมาจากนิทานเรื่องเล่า สนุกดีคะ ได้ความรู้ด้วย 
 
"ที่ว่าเหลวไหลเพราะมันมาในรูปของนิทานและตำนานที่ว่ากันไปเป็นฉากๆ แต่ที่น่าสนใจอย่างมากนั้นคือ นิทานเหล่านั้นเอาเข้าจริงๆแล้วมันกลับมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แอบแฝงอยู่อย่างน่าฉงน"  ภาสกร วงศ์ตาวัน
 
 


edit @ 16 Oct 2012 23:52:16 by DinDin

Comment

Comment:

Tweet

@Belong to someone else ขอบคุณที่มาอ่านคะ ยินดี๊ยินดี^ ^
@ napat t.
เอร๊ยยยยยยย ขอบคุณมากแกที่มาอ่านและคอมเมนต์แด๋ววันหลังฉันจะส่งให้แกเรื่อยๆนะเว่ย

#5 By DinDin on 2012-10-17 15:32

เรื่องตัวประเด็นโอเคนะ น่าสนใจดีเลย ถ้าลองขยี้ประเด็นเข้าไปอีกจะเข้มข้นขึ้นได้อีก
เรื่องการใช้ภาษา ในบทความจะมีใช้คำซ้ำอย่าง "ด้วยเพราะ" เยอะหรือคำอื่นๆ ลองสังเกตแล้วจำว่าเราใช้คำไหนเยอะ พอพิมพ์แล้วลองนึกถึงคำอื่นแทนดู อย่าง "ด้วยเพราะ" อาจจะเป็น "เนื่องเพราะ" "ด้วยสาเหตุว่า" หรือ "สาเหตุคือ" อะไรแบบนี้
มีหลายประโยคเหมือนกันที่ไม่ได้ถูกขยายความให้เข้าใจ เช่น "นิทานที่มีความเป็นศิลปะมากกว่าและไม่เลือกข้าง จึงสามารถสะท้อนตัวตนของแหล่งกำเนิดได้มากกว่า"
"ไม่เลือกข้าง" นี่ไม่ได้ถูกขยายความออกมา หรืออาจจะต้องใช้คำอื่นที่เข้าใจง่ายกว่า
ถ้าจะตรวจละเอียดไปอีก ก็เป็นเรื่องของการเรียบเรียงประโยค เรียบเรียงวลีล่ะ ว่าจะทำยังไงให้ประโยคนั้นๆอ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น หรือลื่นขึ้น
<span style="white-space: pre;"> </span>"เพราะนิทานไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กๆที่ถูกจัดหมวดให้มองข้าม ด้วยเมื่อกลับมาพิจารณาให้ดีๆแม้ที่เห็นเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยแต่เราก็จะรู้ได้ว่าเราอาจพลาดอะไรที่ใหญ่หลวงกว่าที่คิดไปมาก"
เราลองเรียบเรียงเป็น
<span style="white-space: pre;"> </span>"เพราะนิทานไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงเรื่องสำหรับเด็ก หากแต่เมื่อเรากลับมาพิจารณาให้ดี – ใดๆที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นสิ่งใหญ่หลวงที่เราพลาดมองข้ามไปในตอนแรกก็เป็นได้"
เรื่องเลือกใช้คำเราขอพูดถึง "นิทานพื้นบ้านอาจถือเป็นเครื่องมือทางจิตวิเคราะห์ได้เลยทีเดียว" เราไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่า "เครื่องมือ" ดีเปล่า ถ้าใช้ว่า "กรณีศึกษา" อาจจะดีกว่า

นอกจากนี้จะมีเรื่องคำผิดหน่อยอย่าง สันนิฐาน ต้องเป็น สันนิษฐาน แล้วโดยเฉพาะการใช้ ค่ะ, คะ - ค่ะ อ่านว่า ขะ, คะ อ่านว่า คะ ตรงตามตัวเน่อ
ขอบคุณที่ให้เราอ่านปรู๊ฟจ้า อุอิ surprised smile

#4 By Napat T. on 2012-10-17 15:27

ทดสอบการคอมเมต์ 1

#3 By DinDin on 2012-10-17 15:20

ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันนะคะ สัปดาห์หนังสือปีนี้จะลองไปหาอ่านดู :)

#1 By Belong to someone else on 2012-10-17 07:57

Tags